เมื่อต้องลาจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่อเมริกา…

บทชีวิตบทใหม่ของผู้หญิงวัย 38 ย่าง 39

ก่อนจะเล่าถึงชีวิตในอเมริกา ขอเกริ่นที่มาของชีวิตคู่ให้ได้อ่านกันก่อน จะได้รู้ที่มาที่ไปของคู่เราแบบคร่าวๆ บางอย่างอาจเป็นประโยชน์กับบางท่าน หรือ อย่างน้อยสิ่งที่กำลังจะเขียนต่อไปก็เป็นบันทึกชีวิตที่เก็บไว้ให้ลูกหลานหรือแม้กระทั่งตัวเองได้อ่านในยามแก่เฒ่า เหมือนเราได้นั่งเครื่องย้อนเวลากลับไปสมัยนั้นอีกครั้ง

บางคนคิดว่า อายุย่างเข้า 40 ควรจะมีหลักมีฐานมีบ้าน มีรถ มีลูก มีเงินเก็บ มีปัจจัยภายนอกต่างๆที่สังคมคิดว่าพึงจะมี…ต่างๆเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตฉัน แถมยังต้องย้ายที่อยู่จากบ้านเกิดเมืองนอนกรุงเทพเมืองฟ้าอมร มารอนแรมอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เอาล่ะค่าคุณผู้ชม!!! ชีวิตในอเมริกามันจะเป็นยังไงวะ!!! ไม่ไปก็คงไม่รู้…

นี่อายุจะปาเข้าไปเลข 4 แล้วนะหล่อน ยังต้องมาเริ่มต้นอะไรกันใหม่อีกหรอ ขุ่นพระ จะเพราะอะไรเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ความรัก

เรื่องมันเริ่มตรงที่วันนึง

สามี “เบเบี้ ไอคิดถึงบ้าน ไออยากกลับบ้าน ไปดูแลพ่อกับแม่ กลับอเมริกาด้วยกันนะ เราไปมีลูก มีครอบครัวกันที่โน่น แล้วพอเราสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เราค่อยกลับมาที่เมืองไทยกันใหม่”

ฉัน “จ้ะ” (ในใจคิด..คงจะถึงเวลาแล้วซินะ เค้าจากบ้านมานานไม่เคยกลับไปเลย คราวนี้คงเป็นเราที่ต้องเสียสละบ้าง จากพ่อแม่ จากเพื่อน จากงาน และจากอีกหลายๆอย่างอันเป็นที่รักและคุ้นเคย)

ฉันและสามีชาวอเมริกันรู้จักกันทางอินเตอร์เนต เมื่อปี 2009 เราเริ่มต้นความสัมพันธ์ออนไลน์กันได้ประมาณ 7 เดือน แล้วเขาก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายทิ้งทุกอย่างที่อเมริกาเดินทางข้ามน้ำและฟ้ามาที่ กรุงเทพฯ เพื่อที่จะมาตามหารักแท้ หูยยย ฟังดูเหมือนเรื่องรักโรแมนติกหรือนิยายน้ำเน่าอะไรทำนองนั้น ใครจะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงล่ะคะคู้ณณณณ!!!!

เราอยู่ด้วยกันมาตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ปี ที่กรุงเทพ อยู่ด้วยกันในห้องเช่าเล็กๆ ไม่มีแอร์ ไม่มีตู้เย็น และไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ อีกมากมาย ยานพาหนะที่เราใช้คือ จักรยานคนละ 1 คัน เราใช้ปั่นไปทำงาน ส่วนคุณสามีก็ใช้จักรยานปั่นเล่น ดูบ้านเมืองแถวๆนั้น ตอนเย็นก็ปั่นมาหาฉันที่ออฟฟิศ เพื่อจะได้ขี่จักรยานกลับห้องเช่าพร้อมกัน

พื้นฐานครอบครัวของเราสองคนเป็นครอบครัวฐานะปานกลาง ไม่ได้มีกินมีใช้แบบเหลือๆ บางคนคิดว่าหญิงไทยมีแฟนต่างชาติ หูยยย!!! สบายแล้วล่ะ มี แฟนฝรั่งรวยแน่นอน ขอบ้านได้บ้าน ขอรถได้รถ ผิดจ้า นั่นไม่ใช่เรา ถ้าจะบอกว่าเราเริ่มต้นชีวิตด้วยกันภายใต้เงื่อนไขเดียวคือ ความรัก มันก็จะฟังดูเพ้อฝัน อุดมคติ เว่อร์วังรึป่าวววว… ไม่เว่อร์จ้า เพราะสิ่งที่คุณสามีนำติดตัวมาเต็มกระเป๋านั้นไม่ใช่เงิน แต่เธอมาพร้อมความรักที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ และเชื่อแบบสุดใจว่าผู้หญิงไทยคนนี้แหละคือ คู่แท้ ของนาง และสามีก็เป็นคนที่ทำให้เราเข้าใจว่าความรักสามารถชนะทุกสิ่ง ชนะความยากลำบาก ความขัดสน ความหิว ความอยากต่างๆ ขอแค่เรามีบ้านให้นอน จะใหญ่จะเล็กไม่สำคัญ มีข้าวให้กินอิ่มท้องไม่ต้องหรูต้องแพง มีเพื่อนที่รัก มีครอบครัวที่เข้าใจ และมีกันและกัน ที่สำคัญต้องเข้าใจกันและเดินไปด้วยกันแบบทีมเวิร์ค เราจะผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปได้

คู่เราจึงฝ่าฟันอะไรยากๆ มามากมาย ทั้งเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งเรื่องวีซ่า เรื่องการงาน การเงิน แต่ในทุกๆปัญหาและอุปสรรค มันมีความสุขความทรงจำอยู่ในนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาเข้าปีที่ 5 ชีวิตของเราทั้งคู่ดีขึ้นตามลำดับเริ่มขยับขยายจากห้องเล็กๆมาเป็นคอนโด จากจักรยานเปลี่ยนมาเป็นมอเตอร์ไซด์คลาสสิคที่คุณสามีรักนักรักหนา แต่ลำบากเมียตอนปีนขึ้นไปนั่ง เราร่วมทุกข์ร่วมสุขและผจญภัยในกรุงเทพฯและเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ด้วยกันตามโอกาสจะเอื้ออำนวย เรามีสมาชิกในครอบครัวเป็นแมวสาว 2ตัว ที่เรารับมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก เราไม่ได้ร่ำรวย แต่พอจะมีเงินเก็บ ชีวิตเราไม่เพอร์เฟคแต่เรามีความสุข ตอนนั้นเรายังเป็นแฟนกันยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือทำพิธีแต่งงานกัน เพียงแต่ พ่อแม่รับรู้ว่าเราอยู่ด้วยกัน

วันนึงเมื่อวีซ่าที่สามีมีอยู่กำลังจะหมด และต้องเปลี่ยนประเภทเพื่อที่จะอยู่ต่อในไทยได้โดยไม่ต้องคอยออกไปต่อทุกๆ 3 เดือน (ซึ่งที่ผ่านมาตลอด 4-5 ปี สามีลงเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอินเตอร์ จึงได้วีซ่านักเรียนต่อทุกๆ 1 ปีจนกระทั่งเรียนจบ) เราเลยปรึกษาเอเย่นต์ที่รู้เรื่องวีซ่าว่าเมื่อวีซ่านักเรียนหมด จะต้องทำอย่างไร และสามีก็กำลังจะได้งานทำพอดี ก็ได้คำแนะนำมาว่าต้องออกไปต่อที่ประเทศอื่นๆ พร้อมทั้งเอกสารรับเข้าทำงานจากทางบริษัทและเอกสารอื่นๆบลา บลา… เมื่อได้ความว่าดังนั้นเราจึงเร่งจัดเตรียมเอกสารและวางแผนเลือกวันเดินทาง เราเลือกไปสิงคโปร์เพราะว่าใกล้กรุงเทพ เดินทางไม่นาน จองโรงแรมเรียบร้อย เอกสารครบแน่นปึ้ก ชัวร์ป้าบ ถึงสิงคโปร์ปุ๊บ ชิวปั๊บ กลัวไร ทุกอย่างพร้อม เหมือนมาเที่ยว ตื่นเช้ามาไปสถานฑูตไทยแต่เช้า เข้าคิว เรานั่งรอ พอถึงคิวสามีก็เดินไปยื่นเอกสารคุยกับเจ้าหน้าที่สักพักเห็นเจ้าหน้าที่ยื่นทุกอย่างกลับมาให้แบบไม่รับ สามีเดินกลับมาหน้าซีดๆ เจื่อนๆ แล้วบอกว่าเอกสารใช้ไม่ได้ ทางสถานฑูตเพิ่งเปลี่ยนกฏใหม่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โอ้วขุ่นพระช่วย!!! ให้มันได้อย่างนี้ซิคะ เปลี่ยนกฏใหม่ทั้งทีพี่แกเล่นแปะไว้บนบอร์ดในสถานฑูตโดยไม่ได้อัพดทข้อมูลในเวปไซด์ โอ้โห เรียกได้ว่างานนี้เจ็บปวด เดินตัวชากันออกมา 2 คน เสียค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่ารถและเสียใจที่ภารกิจนี้ล้มเหลว ตอนนั้นรีบโทรเช็คกับทางเอเย่นที่คุยกันที่กรุงเทพว่าทำไมเกิดเหตุแบบนี้ได้ ไหนว่าชัวร์ เอเย่นต์เองก็งงเป็นไก่ตาแตกเช่นกัน ตอบไม่ได้ว่าทำไม

ตอนนั้นเรา 2 คนมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ไม่รู้ว่าสามีจะมีปัญหาไหมถ้าบินกลับเข้าไทย เพราะตอนขาออกมาเค้าโดนยกเลิกวีซ่านักเรียนไปแล้ว และที่สำคัญเค้ามาแบบไม่เคยออกนอกไทยเลยเป็นเวลา 5 ปี เลยกลัวทุกสิ่งอย่าง กลัวว่าจะโดนส่งกลับ กลัวว่าจะมีปัญหากับตรวจคนเข้าเมืองว่ามาทำอะไรนานขนาดนี้ กลัวไปหมด เครียด!!! ร้องไห้!!! โวยวาย กลายเป็นทะเลาะกันไม่คุยกัน ทริปนี้จึงเป็นทริปนรกไปในทันที คิดในใจว่ากูจะไม่มาอีกแล้วสิงค์โปร์ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลย เกลียดที่นี่ เกลียดกฏเกณฑ์ของสังคมที่ทำให้คนรักกันที่มีเชื้อชาติต่างกัน ต้องมีข้อจำกัด ต้องทำเรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก กว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

คืนนั้นเราเข้านอนแบบตึงๆใส่กันไม่พูดไม่จา แถมสามีบอกก่อนเข้านอนว่า พรุ่งนี้หลังอาหารเช้า ขอไปเดินดูของคนเดียวสักพัก แล้วเที่ยงเรามาเจอกัน เรานี่แบบโหยยย รัยแว้ กำลังเศร้าๆ ยังจะขอแยกไปเดินคนเดียวอีก แล้วตรูล่ะ โทรศัพท์ที่ใช้โทรติดต่อได้ก็มีเครื่องเดียว แล้วจะเจอกันยังไงแล้วถ้าคลาดกันจะทำยังไง แล้วเราจะไปเดินที่ไหนคนเดียว หนักเลยงานนี้ แต่ก็ต้องปล่อยให้เค้าไป เพราะเค้ายืนยันว่าขอไปคนเดียวแล้วเที่ยงเรากลับมาเจอกันที่ห้องพักโรงแรม

วันนั้นทั้งวันหลังจากกลับมาเจอกันกลายเป็นวันบูดๆ สามีพยายามง้อให้เราอารมณ์ดี พยายามทำให้เรายิ้มแต่เราก็ยังเครียดและกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นตอนจะผ่าน ตม.ท่ีประเทศไทย ตอนนั้นสามีพยายามชวนเดินเที่ยวเล่นก่อนไปสนามบินเพราะยังมีเวลาเดินเล่นได้ประมาณ 4-5 ชม เราก็ไปแบบไม่เต็มใจ ไม่สนุก ไม่อยากเที่ยว กังวล สามีพยายามบอกว่าไม่ต้องกลัวอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแต่”ไอจะไม่ทิ้งยู ไอเลิฟยู ไอจะทำทุกอย่างให้เราไดด้อยู่ด้วยกัน ตอนนี้เรายังอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นขอให้ยูมีความสุขเถอะ ยิ้มเถอะ” โอ้ยยย มันจะง่ายแบบนั้นไหมล่ะ (คิดในใจ) แต่ก็จะพยายาม ก็เดินๆไปจนกระทั่งเดินมาเจอโบสถ์คาทอลิคแห่งหนึ่ง สามีชวนเราเข้าไปดูข้างใน เราสองคนจึงเดินเข้าไป โบสถ์นี้ชื่อว่า”เซนต์โจเซฟ”เป็นโบสถ์เก่าประมาณร้อยกว่าปี ถ้าจำไม่ผิด เราทั้งคู่เชื่อในพระเจ้าจึงสวดภาวนาต่อหน้าพระเจ้าในโบสถ์แบบเงียบๆ แล้วสามีก็ชวนออกมานั่งหน้าโบสถ์ ซึ่งเป็นม้านั่งบนฟุตบาทริมถนน มีรถเมล์วิ่งไปมา มีคนเดินผ่านไปผ่านมา เราก็งง มาชวนนั่งทำไมตรงนี้ สักพักระฆังโบสถ์ดัง อยู่ดีๆ คุณสามีก็ลุกขึ้นยืน เราก็งงว่ายืนทำไม หรือว่าอยากจะสวดภาวนาอะไรอีก แต่ไม่ใช่…สิ่งที่เห็นคือสามีลงคุกเข่า !!!!

สามีคุกเข่า พร้อมยื่นแหวนในกล่องเล็กๆมาให้ แล้วถามว่า “แต่งงานกับผมไหม” จังหวะนั้น งงหนักมาก มีคนกำลังเดินผ่าน มีรถกำลังวิ่งผ่าน ทุกอย่างเหมือนเกิดขึ้นเร็วมาก เราก็อึ้งๆ แล้วก็พูดว่า “เยส” เท่านั้นแหละ น้ำตาแตก ร้องไห้ กอดกันตรงฟุตบาท คนก็เดินผ่านไปมา หลังจากเช็ดน้ำตากันไปเสร็จ สามีบอกว่าเค้าคิดเรื่องนี้มาตลอด คือเรื่องขอแต่งงาน แต่รอโอกาสที่เหมาะสม และหาเวลาไปซื้อแหวน แต่พอเจอปัญหาเรื่องวีซ่าที่สิงคโปร์ เค้าเลยไม่อยากรออีกต่อไป อยากจะทำเลย เพราะอยากให้เรารู้ว่าถ้าอะไรเกิดขึ้นก็ตามหลังจากนี้ เค้าจะไม่ทิ้งเรา เค้าจะขอดูแลเราตลอดไป และแหวนนี้จะเป็นตัวแทนและคำสัญญาว่า เราจะต้องอยู่ด้วยกัน เป็นไงล่ะหวานอะไรเบอร์นั้น

แต่หวานได้ไม่นานจ้า ต้องรีบดิ่งไปสนามบินกันสุดฤทธิ์เพราะกำลังจะตกเครื่องจ้า ขุ่นพระ!!! งานจะเข้าอีก สวีทจนลืมดูเวลา แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงสุวรรณภูมิ ผ่าน ตม ได้วีซ่าเข้าประเทศ อยู่ได้ 3 เดือน หลังจากนี้ก็ต้องเดินหน้าทำเรื่องวีซ่าทำงานและ work permit ในไทยให้เสร็จภายใน 3 เดือนนี้ให้ได้ ซึ่งก็ได้เอเย่นเจ้าเดิมช่วยเดินเรื่องให้จนสำเร็จลุล่วง ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เฮ้ออออ…..โล่งอก การเดินทางไปสิงคโปร์ครั้งนี้จึงเหมือนกับเราไปเพื่อจะเจออุปสรรคที่คิดว่าหนักหนามาก แต่อย่างที่บอกความรักจะทำให้เราผ่านมันไปได้ ทริปสิงคโปร์คราวนี้จึงจบแบบหนังหักมุม กลายเป็นทริปที่เราทั้งคู่จะจำไปจนวันสุดท้าย และคุยกันว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปอีก

เราตกลงจดทะเบียนสมรสกันในอีก 8 เดือนต่อมาหลังกลับจากสิงคโปร์ เนื่องจากเราเป็นคาทอลิกทั้งคู่ เราจึงทำพิธีแต่งงานในโบสถถ์ตามความเชื่อของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิคก่อนออกเดินทางมาอเมริกา 1 เดือน รวมแล้วเราใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันมา 7 ปีเต็ม

เมื่อเราตัดสินใจว่าจะย้ายกลับมาอยู่อเมริกาและสร้างครอบครัวที่อเมริกา ทำให้เราต้องศึกษาหาข้อมูลว่า เราในฐานะภรรยาจะเข้าอเมริกามาอย่างไรถึงจะถูกต้องตามกฏหมายบ้านเมืองของเขา เพราะการเข้าประเทศอเมริกานั้นไม่ง่าย มีข้อกำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆมากมายที่เราต้องศึกษา มีวีซ่าหลากหลายประเภท ทั้งวีซ่าคู่หมั้น วีซ่าคู่สมรส วีซ่าท่องเที่ยว ฯลฯ

เราเริ่มต้นจากหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต ตอนนั้นสามีบอกว่าเราคงต้องไปคุยกับทนายพวกที่รับทำเคสแบบนี้ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย (ซึ่งเรื่องหาทนายเกิดขึ้นก่อนที่เราจะจดทะเบียนสมรสกัน ) เราจึงลองมองหาบริษัทในกรุงเทพที่รับทำวีซ่าประเภทนี้ ปรากฏว่าเจอที่นึงพอนัดเค้าไปคุย สรุปราคา คุณพระช่วย!!! คิดราคาค่าเดินเรื่อง 9 หมื่นบาท ไม่รวมค่าธรรมเนียมวีซ่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เราจะต้องจ่ายเองอีก รวมๆแล้วเกือบ 2 แสน บ้าแล้วล่ะ เรา 2 คนรีบหันหลังกลับทันที

จากนั้นก็ลองสุ่มถามในพันธ์ทิพย์ต่างๆนานา มีคนมาตอบดราม่ามากมายว่าทำไมไม่ทำเอง เสียงตังค์ทำไมบลาๆ รักกันจริงก็ต้องช่วยกันทำได้ ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจ้างคนทำให้ แต่แหมคุณคะ!!! รายละเอียดชีวิตคู่แต่ละคนนี่มันแตกต่างกันนะ เหมือนตำราคนละเล่ม เหมือนหนังคนละเรื่อง จะเหมารวมโมเม ดราม่าแบบนี้ก็น่ารำคาญเลยเลิกหาข้อมูลในพันธ์ทิพย์แม่ม แล้วก็มาเจอเพจใน Facebook เพจนึงที่ให้ความรู้เรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยผู้ที่มีประสบการณ์และจิตอาสาอยากช่วยเหลือคนอื่นๆ ซึ่งไม่หวังผลตอบแทนใด ๆจิตใจแอดมินช่างประเสริฐจริง นับถือ เพจนี้คอยรวบรวมข้อมูลและตอบคำถามต่างๆที่สมาชิกสงสัยเป็นอย่างดี เราเลยได้ผลบุญศึกษาเอาจากเพจนี้
แต่ถามว่าจะทำเรื่องเองไหม ไม่ล่ะค่ะ ยังเลือกที่จะหาคนเดินเรื่องให้อยู่ดี เพราะว่า เราทั้งคู่มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบค่อนข้างหนัก และไม่อยากเพิ่มความเครียดให้กับเวลาที่เราใช้ด้วยกัน เรื่องเอกสารต่างๆ นานา บลาๆ เอาเวลาที่อยู่ด้วยกันใช้ชีวิตท่ีกรุงเทพให้เต็มที่ก่อนที่จะต้องกล่าวคำอำลา เราเลยตัดปัญหาโดยการใช้เงินแก้ปัญหา ซึ่งก็ช่วยเราได้เยอะมากทีเดียว เราเจอบริษัทที่รับเดินเรื่องวีซ่าถาวร คู่สมรส หรืออีกชื่อนึงเรียกว่า CR1 แถวๆสถานฑูตอเมริกาที่กรุงเทพฯ คราวนี้ก็ไม่ต้องปวดหัวแล้วตรู เพราะกว่าจะหาได้ก็สแกนมาหลายเจ้า หลายคน จนมาเจอที่คิดว่าเชื่อถือได้และราคาสมเหตุสมผล การใช้เอเย่นหรือตัวแทนช่วยยื่นเอกสารเป็นความต้องการและความพึงพอใจส่วนบุคคล ใครใคร่ทำเองก็ทำเอง ใครใคร่จ้างก็จ้างตามความสะดวกนะจ๊ะ

คราวนี้ก็มาถึง เจ้าวีซ่า CR1 หรือ วีซ่าคู่สมรส ก็มีข้อแตกต่างในตัวมันเองอีก เพราะบางคนยื่นเรื่องที่ประเทศไทย บางคนยื่นเรื่องจากอเมริกา ระยะเวลาในการรอคอยจะต่างกัน ซึ่งจะขอเล่ากระบวนของ CR1 การยื่นขอกรีนการ์ดสำหรับคู่สมรสที่ยื่นเรื่องในกรุงเทพ ประเทศไทย เรียกย่อๆ ว่า DCF (Direct Consular Filing) คือยื่นเรื่องให้ USCIS ในกรุงเทพ รายละเอียดจะมีอะไรบ้างมาติดตามได้ในครั้งหน้านะคะ